รวมพอร์ตมาตรฐานเพิ่มเติม (Extended Port List)
เพื่อให้บทความดูเป็นมืออาชีพ ผมแบ่งกลุ่มพอร์ตเพิ่มเติมที่สาย IT ต้องเจอเวลาเซ็ต Server หรือ Firewall ดังนี้ครับ:
1. กลุ่ม Database & Application Servers
เวลาต้องเชื่อมต่อโปรแกรมเข้ากับฐานข้อมูล หรือเปิด Firewall ให้ Server คุยกัน พอร์ตเหล่านี้คือตัวหลักครับ
- MySQL / MariaDB (Port 3306): พอร์ตมาตรฐานของฐานข้อมูลยอดนิยม
- Microsoft SQL Server (Port 1433): ใช้สำหรับติดต่อฐานข้อมูล MSSQL
- Oracle DB (Port 1521): พอร์ตหลักของระบบ Oracle
- PostgreSQL (Port 5432): อีกหนึ่งฐานข้อมูล Open Source ที่ใช้งานเยอะในปัจจุบัน
- Redis (Port 6379): ระบบ Caching ที่ช่วยให้เว็บทำงานเร็วขึ้น
2. กลุ่ม Directory & Network Services
สำคัญมากสำหรับระบบองค์กรที่ใช้การจัดการ User และจัดการไฟล์
- LDAP (Port 389): ใช้สำหรับเชื่อมต่อระบบ Directory เช่น Active Directory
- LDAPS (Port 636): การเชื่อมต่อ LDAP แบบเข้ารหัส (Secure)
- SMB / CIFS (Port 445): พอร์ตสำหรับแชร์ไฟล์ (File Sharing) ในระบบ Windows
- NFS (Port 2049): ใช้สำหรับแชร์ไฟล์ในระบบ Linux/Unix
- Syslog (Port 514): พอร์ตสำหรับส่ง Log จากอุปกรณ์ Network ไปเก็บที่ Log Server (มักใช้ UDP)
3. กลุ่ม Virtualization & Monitoring
- ESXi / vCenter (Port 443, 902): สำหรับจัดการ VMware Infrastructure
- Zabbix (Port 10050, 10051): พอร์ตของระบบ Monitor ยอดนิยม
- PRTG (Port 8080, 5050): สำหรับ Web Interface และการส่งข้อมูลของ PRTG
ตารางสรุปพอร์ตฉบับสมบูรณ์ (The Ultimate IT Port Table)
เจาะลึกโปรโตคอลที่ต้องเจอหน้างาน (Deep Dive)
1. SSH vs Telnet (Port 22 vs 23)
สำหรับ Admin ที่ต้อง Config Switch หรือ Router การใช้ SSH (Port 22) เป็นมาตรฐานความปลอดภัยที่ต้องทำเป็นอันดับแรกเพื่อป้องกันการถูกดักจับข้อมูล
2. Web Traffic (Port 80 vs 443)
ปัจจุบันเว็บไซต์แทบทั้งหมดต้องรันบน HTTPS (Port 443) หากคุณกำลังทำเว็บด้วย WordPress หรือ Blogger อย่าลืมตรวจสอบการ Redirect จากพอร์ต 80 มาที่ 443 เสมอ
3. Remote Management (Port 3389)
ในการทำ Remote Desktop (RDP) หากต้องเปิดใช้งานผ่าน Internet ควรเปลี่ยนเลขพอร์ตมาตรฐาน หรือใช้ VPN แทนเพื่อป้องกันการถูกสุ่มโจมตี (Brute Force)
