หากเปรียบระบบปฏิบัติการ (Windows/macOS)
เป็น "วิญญาณ" ของคอมพิวเตอร์ BIOS และ UEFI ก็คือ "สัญชาตญาณ"
แรกที่สั่งให้ฮาร์ดแวร์ลืมตาตื่นขึ้นมาทำงานครับ
1. BIOS (Basic Input/Output System) - "รุ่นเก๋าแต่คลาสสิก"
BIOS คือเทคโนโลยีที่อยู่คู่พีซีมาตั้งแต่ยุค
80s (เกือบ 40 ปี!)
- การทำงาน: เมื่อกดปุ่มเปิดเครื่อง
BIOS จะทำการเช็คอุปกรณ์ (POST) แล้วไปหาตัวอ่านข้อมูลที่เรียกว่า MBR (Master Boot
Record) ในฮาร์ดดิสก์เพื่อเริ่มโหลด Windows
- หน้าตา: เป็นจอน้ำเงิน-ขาว
หรือดำ-ขาว ใช้ได้แค่คีย์บอร์ดสั่งงาน (เมาส์ขยับไม่ได้)
- ข้อจำกัด: * รองรับฮาร์ดดิสก์ได้สูงสุดแค่
2.2 TB (ถ้าซื้อ 4TB มาใส่
มันจะเห็นแค่ครึ่งเดียว)
- มีระบบความปลอดภัยต่ำ เสี่ยงต่อมัลแวร์ประเภท Rootkit
2. UEFI (Unified Extensible Firmware Interface) -
"รุ่นใหม่ ทรงพลัง"
UEFI คือทายาทที่มาแทนที่ BIOS เพื่อลบจุดอ่อนของยุคเก่า
- การทำงาน: ทำงานเร็วกว่ามาก
เพราะไม่ต้องเช็คฮาร์ดแวร์แบบเรียงลำดับเหมือน BIOS
และใช้ระบบเก็บข้อมูลแบบ GPT (GUID Partition Table)
- หน้าตา: สวยงามเหมือนโปรแกรมสมัยใหม่
มีกราฟิก รองรับการใช้ เมาส์ และบางรุ่นรองรับภาษาไทยด้วย
- จุดเด่น: * รองรับฮาร์ดดิสก์ขนาดใหญ่ยักษ์
(สูงสุดถึง 9.4 Zettabytes!)
- Secure
Boot: ช่วยป้องกันไวรัสไม่ให้แอบทำงานก่อนที่
Windows จะเริ่ม
- Fast
Boot: ช่วยให้เปิดเครื่องติดภายในไม่กี่วินาที
📊 ตารางสรุปความแตกต่าง
|
คุณสมบัติ |
BIOS (Legacy) |
UEFI (Modern) |
|
อินเทอร์เฟซ |
ข้อความ (ใช้ได้เฉพาะคีย์บอร์ด) |
กราฟิก (ใช้เมาส์ได้) |
|
ความจุสูงสุด |
2.2 Terabytes (MBR) |
9.4 Zettabytes (GPT) |
|
ความเร็วในการบูต |
ช้ากว่า (ตรวจสอบทีละอย่าง) |
เร็วมาก (ทำงานแบบขนาน) |
|
ความปลอดภัย |
ต่ำ |
สูง (มี Secure Boot) |
|
ซีพียู |
16-bit |
32-bit หรือ 64-bit |
💡 สรุปแล้วควรใช้อะไร?
- ถ้าคอมพิวเตอร์ใหม่ (หลังปี 2010):
ควรใช้ UEFI เสมอ
เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดและความปลอดภัย
- ถ้าต้องใช้ Windows รุ่นเก่ามาก
(เช่น Windows XP): อาจจำเป็นต้องเลือกโหมด
Legacy BIOS เพื่อให้ระบบทำงานได้
วิธีเช็คในเครื่องตัวเอง:
กดปุ่ม Windows + R พิมพ์
msinfo32 แล้วกด Enter ดูที่หัวข้อ
"BIOS Mode" ถ้าขึ้นว่า UEFI แสดงว่าคุณใช้ระบบใหม่ล่าสุดแล้วครับ!
ฟันธง: คอมพิวเตอร์ยุคปัจจุบัน 100% ควรใช้ UEFI เพื่อดึงประสิทธิภาพของเครื่องออกมาให้ครบครับ

Post a Comment